ฉลากโภชนาการ ราคาเท่าไหร่ ต้องจ่ายอะไรบ้าง

คำถามแรกที่ผู้ประกอบการถามเข้ามาเกือบทุกครั้งคือ “ทำฉลากโภชนาการราคาเท่าไหร่” คำตอบที่ตรงที่สุดคือ ขึ้นอยู่กับว่าตัวเลขบนฉลากมาจากไหน เพราะฉลากที่คำนวณจากสูตรวัตถุดิบกับฉลากที่อ้างอิงผลวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการ ใช้เป็นฐานของฉลากได้ทั้งคู่ แต่มีค่าใช้จ่ายคนละระดับ บทความนี้แยกให้เห็นชัดว่าเงินที่จ่ายไปเป็นค่าอะไรบ้าง

ค่าใช้จ่ายของฉลากโภชนาการ แบ่งเป็น 2 ก้อน

ความสับสนเรื่องราคาส่วนใหญ่เกิดจากการเอาค่าใช้จ่ายสองก้อนนี้มารวมกันเป็นตัวเลขเดียว ทั้งที่จ่ายคนละที่และคิดคนละแบบ

ผลิตภัณฑ์บางตัวจ่ายแค่ก้อนแรกก็พอ บางตัวเลือกจ่ายทั้งสองก้อน ตัวแปรคือระดับหลักฐานที่คุณต้องการให้ฉลากมี ไม่ใช่ขนาดธุรกิจ

แบบที่ 1: คำนวณจากสูตรวัตถุดิบ (Estimated Calculation)

วิธีนี้คำนวณคุณค่าทางโภชนาการจากสูตรวัตถุดิบ โดยอ้างอิงฐานข้อมูลสารอาหารและปรับตามกระบวนการผลิต เช่น การสูญเสียน้ำระหว่างอบ หรือการดูดซับน้ำมันระหว่างทอด ไม่ต้องส่งตัวอย่างเข้าห้องปฏิบัติการ จึงได้ผลเร็วและค่าใช้จ่ายต่ำกว่ามาก

ที่ NutriLabel บริการนี้คิด 1,500 บาทต่อสูตร เป็นราคาเหมารวม ได้ผลภายใน 1–3 วันทำการ ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

เหมาะกับ ผู้ประกอบการที่ต้องการฉลากถูกเกณฑ์ในงบที่รู้ล่วงหน้าทั้งหมด ไม่ต้องรอคิวห้องปฏิบัติการ รวมถึงช่วงพัฒนาสูตร ออกแบบอาร์ตเวิร์กล่วงหน้า และประเมินจุดขายด้านโภชนาการ

แบบที่ 2: ส่งตรวจวิเคราะห์ที่ห้องปฏิบัติการ (Lab Analysis)

วิธีนี้ใช้ผลวิเคราะห์จากตัวอย่างสินค้าจริง ให้หลักฐานที่แข็งแรงกว่าเมื่อต้องยืนยันตัวเลขย้อนหลัง หรือเมื่อสินค้ามีการกล่าวอ้างทางโภชนาการที่ต้องพิสูจน์ ค่าใช้จ่ายมีสองส่วนตามที่อธิบายไว้ข้างต้น

รายการค่าใช้จ่ายจ่ายให้ใคร
ค่าเลือกรายการวิเคราะห์ ดูแลการส่งตัวอย่าง และจัดทำฉลาก เริ่มต้น 3,000 บาท / สูตร NutriLabel
ค่าตรวจวิเคราะห์สารอาหาร ขึ้นกับจำนวนรายการที่ตรวจและประเภทตัวอย่าง — แจ้งราคาให้ยืนยันก่อนส่งทุกครั้ง ห้องปฏิบัติการ
ค่ารับตัวอย่างในเขตกรุงเทพฯ ฟรี —
ข้อควรระวัง: ถ้าผู้ให้บริการเสนอราคาก้อนเดียวโดยไม่แยกว่าอะไรคือค่าตรวจ Lab ให้ขอรายละเอียดก่อนตกลง เพราะค่าตรวจเป็นต้นทุนที่แปรตามจำนวนรายการวิเคราะห์ การรู้ตัวเลขทั้งสองส่วนตั้งแต่ต้นช่วยให้ประเมินงบได้จริงและเทียบราคาระหว่างเจ้าได้อย่างเป็นธรรม

ทำไมสองแบบถึงราคาต่างกัน

ไม่ใช่เพราะแบบหนึ่ง “ดีกว่า” อีกแบบ แต่เพราะให้หลักฐานคนละระดับ การคำนวณจากสูตรตอบได้ว่าสินค้าของคุณ ควรจะ มีคุณค่าทางโภชนาการเท่าไหร่ จากสูตรที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ ส่วนผลจากห้องปฏิบัติการยืนยันว่าสินค้าที่ผลิตออกมาจริง ๆ มีเท่าไหร่ ซึ่งมีน้ำหนักกว่าเมื่อต้องยืนยันตัวเลขย้อนหลัง หรือเมื่อมีการกล่าวอ้างทางโภชนาการที่ต้องพิสูจน์

วิธีประหยัดที่ไม่ทำให้ฉลากผิดเกณฑ์

  1. ล็อกสูตรให้นิ่งก่อนส่ง Lab — ทุกครั้งที่เปลี่ยนสัดส่วนวัตถุดิบอย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขบนฉลากเปลี่ยนตาม ถ้าส่งตรวจตั้งแต่สูตรยังไม่นิ่ง มีโอกาสต้องจ่ายค่าตรวจซ้ำทั้งรอบ
  2. ใช้การคำนวณจากสูตรเป็นด่านแรก — คำนวณก่อนด้วยงบ 1,500 บาท เพื่อดูว่าตัวเลขออกมาใกล้เคียงกับที่ตั้งใจไว้หรือไม่ แล้วค่อยส่งตรวจจริงเมื่อมั่นใจ วิธีนี้ถูกกว่าการส่ง Lab ซ้ำหลายรอบมาก
  3. รวมรอบส่งตัวอย่างหลายสูตรพร้อมกัน — ถ้ามีสินค้าหลายรายการที่จะออกพร้อมกัน การส่งรอบเดียวช่วยลดค่าดำเนินการและเวลารอคิว
  4. เตรียมข้อมูลให้ครบตั้งแต่ต้น — สูตรพร้อมน้ำหนักเป็นกรัมทุกส่วนผสม น้ำหนักสุทธิต่อบรรจุภัณฑ์ ขนาดหนึ่งหน่วยบริโภคที่ต้องการ และกระบวนการผลิตคร่าว ๆ ยิ่งข้อมูลครบ ยิ่งไม่เสียเวลาแก้ย้อนหลัง

งบที่ควรเตรียมสำหรับสินค้าใหม่หนึ่งรายการ

ถ้าคุณกำลังจะออกสินค้าใหม่หนึ่งตัวและวางแผนจำหน่ายจริง งบด้านฉลากที่ควรกันไว้ประกอบด้วย ค่าคำนวณเบื้องต้นระหว่างพัฒนาสูตร ค่าบริการจัดทำฉลากจากผลวิเคราะห์ และค่าตรวจของห้องปฏิบัติการ โดยสองรายการแรกเป็นตัวเลขที่รู้ล่วงหน้าได้แน่นอน ส่วนรายการสุดท้ายจะทราบเมื่อระบุรายการวิเคราะห์ที่ต้องใช้แล้ว

ถ้าส่งรายละเอียดสินค้ามาให้ดู เราประเมินให้ได้ว่าผลิตภัณฑ์ของคุณต้องตรวจรายการใดบ้าง และต้องแสดงฉลาก GDA ด้วยหรือไม่ ก่อนที่คุณจะตัดสินใจเรื่องงบ — ดูคำถามที่พบบ่อยทั้งหมด


สรุป

อยากรู้ว่าสินค้าของคุณต้องใช้งบเท่าไหร่?

ส่งรายละเอียดสินค้ามาให้ประเมินก่อนได้ ปรึกษาเบื้องต้นไม่มีค่าใช้จ่าย

กรอกแบบฟอร์มสั่งบริการ ถามผ่าน LINE

ข้อมูลราคาในบทความนี้เป็นค่าบริการของ NutriLabel ณ วันที่อัปเดต ค่าตรวจวิเคราะห์เป็นไปตามอัตราของห้องปฏิบัติการแต่ละแห่ง

💬 สอบถามผ่าน LINE ได้เลยครับ!