GDA คืออะไร ต่างจาก Nutrition Facts อย่างไร

ผู้ประกอบการหลายรายเข้าใจว่า “ฉลากโภชนาการ” คือของสิ่งเดียว แต่บนบรรจุภัณฑ์จริงมีสองอย่างที่ทำหน้าที่ต่างกัน — ตาราง Nutrition Facts ด้านหลัง ที่บอกสารอาหารครบต่อหนึ่งหน่วยบริโภค และ ฉลาก GDA ด้านหน้า ที่สรุปพลังงาน น้ำตาล ไขมัน โซเดียม ให้เห็นในแวบเดียว บทความนี้แยกให้ชัดว่าอะไรคืออะไร ใครบังคับต้องมี และตัวเลขมาจากไหน

Nutrition Facts คืออะไร

Nutrition Facts คือตารางคุณค่าทางโภชนาการ ที่มักวางไว้ด้านหลังหรือด้านข้างบรรจุภัณฑ์ แสดงปริมาณสารอาหารต่อหนึ่งหน่วยบริโภค พร้อมค่า ร้อยละของปริมาณสารอาหารที่แนะนำต่อวัน (Thai RDI) โดยอ้างอิงความต้องการพลังงานวันละ 2,000 กิโลแคลอรี

ตารางนี้มีสองรูปแบบให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมของผลิตภัณฑ์ คือ แบบเต็ม ที่แสดงสารอาหารครบชุด และ แบบย่อ ที่ใช้ได้เมื่อสารอาหารหลายรายการมีปริมาณน้อยจนถือว่าเป็นศูนย์ ทั้งสองแบบต้องมีข้อมูล หนึ่งหน่วยบริโภค จำนวนหน่วยบริโภคต่อบรรจุภัณฑ์ และพลังงานทั้งหมดเป็นพื้นฐาน

หน้าที่ของ Nutrition Facts คือให้ข้อมูลครบ สำหรับคนที่ต้องการอ่านละเอียด เช่น ผู้ที่ควบคุมโปรตีน คุมน้ำตาล หรือแพ้สารอาหารบางชนิด

GDA คืออะไร

GDA ย่อมาจาก Guideline Daily Amount คนทั่วไปเรียกว่า ฉลากหวาน มัน เค็ม เป็นฉลากที่แสดงอยู่ด้านหน้าบรรจุภัณฑ์ ในรูปกรอบสี่ช่อง บอกค่าเพียง 4 ตัว

ใต้แต่ละช่องจะมีตัวเลขบอกว่าค่านั้นคิดเป็นร้อยละเท่าไหร่ของปริมาณสูงสุดที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน เพื่อให้ผู้ซื้อเทียบสินค้าสองตัวบนชั้นวางได้ทันทีโดยไม่ต้องพลิกซอง

จุดที่ต่างกันที่สุด: Nutrition Facts คิดต่อหนึ่งหน่วยบริโภค แต่ GDA คิดต่อบรรจุภัณฑ์ทั้งซอง ถ้าซองนั้นควรแบ่งกินมากกว่าหนึ่งครั้ง ฉลาก GDA ต้องระบุจำนวนครั้งที่ควรแบ่งบริโภคกำกับไว้ด้วย

ตารางเปรียบเทียบ

หัวข้อNutrition FactsGDA (หวาน มัน เค็ม)
ตำแหน่งบนบรรจุภัณฑ์ ด้านหลังหรือด้านข้าง ด้านหน้า
ฐานการคำนวณ ต่อ หนึ่งหน่วยบริโภค ต่อ บรรจุภัณฑ์ทั้งหน่วย
จำนวนรายการที่แสดง สารอาหารครบชุด (แบบเต็ม/แบบย่อ) 4 ค่า — พลังงาน น้ำตาล ไขมัน โซเดียม
ค่าอ้างอิงร้อยละ ร้อยละของ Thai RDI ต่อวัน ร้อยละของปริมาณสูงสุดที่แนะนำต่อวัน
จุดประสงค์ ให้ข้อมูลครบสำหรับอ่านละเอียด ให้ตัดสินใจได้เร็วหน้าชั้นวาง
ต้องมีเมื่อไหร่ เมื่อกล่าวอ้างทางโภชนาการ หรือเข้าเงื่อนไขที่กำหนด เมื่อผลิตภัณฑ์อยู่ในกลุ่มที่ประกาศกำหนด

ใครบังคับต้องมีฉลาก GDA

GDA ไม่ได้บังคับกับอาหารทุกชนิด แต่บังคับกับกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ประกาศกระทรวงสาธารณสุขระบุไว้ ซึ่งเริ่มจากกลุ่มอาหารขบเคี้ยว เป็นหลัก เช่น

หลังจากนั้นขอบเขตถูกขยายเพิ่มเป็นระยะ ครอบคลุมกลุ่มอย่างช็อกโกแลตและผลิตภัณฑ์ในทำนองเดียวกัน อาหารมื้อหลักพร้อมบริโภคบางประเภท และเครื่องดื่มบางกลุ่ม

ข้อควรทราบ: รายการกลุ่มที่บังคับมีการปรับปรุงเป็นระยะตามประกาศฉบับใหม่ การสรุปว่าสินค้าของคุณเข้าข่ายหรือไม่ ต้องดูจากประเภทอาหารที่ขึ้นทะเบียนจริง ไม่ใช่ชื่อทางการค้า สินค้าที่ดูคล้ายกันบนชั้นวางอาจอยู่ต่างกลุ่มกันได้ ถ้าไม่แน่ใจ ส่งรายละเอียดผลิตภัณฑ์มาให้ตรวจก่อนพิมพ์บรรจุภัณฑ์

สินค้าที่ไม่เข้าข่ายบังคับยังเลือกแสดง GDA ได้โดยสมัครใจ ซึ่งหลายแบรนด์ทำเพราะช่วยสื่อสารจุดขาย เช่น น้ำตาลต่ำหรือโซเดียมต่ำ ให้เห็นได้ทันทีจากด้านหน้าซอง แต่เมื่อเลือกแสดงแล้ว รูปแบบและตัวเลขต้องถูกต้องตามเกณฑ์เช่นเดียวกัน

ตัวเลข GDA คำนวณจากอะไร

ตัวเลขทั้งสี่ค่าไม่ใช่ข้อมูลชุดใหม่ แต่มาจากฐานข้อมูลสารอาหารชุดเดียวกับ Nutrition Facts ต่างกันแค่วิธีแปลงหน่วย ลำดับการคำนวณคือ

  1. ได้ค่าสารอาหารต่อ 100 กรัม จากการคำนวณตามสูตรวัตถุดิบ หรือจากผลวิเคราะห์ของห้องปฏิบัติการ
  2. คูณด้วยน้ำหนักสุทธิของบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้ได้ค่าต่อทั้งซอง ซึ่งคือฐานของ GDA
  3. เทียบเป็นร้อยละ ของปริมาณสูงสุดที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน แล้วปัดเศษตามหลักเกณฑ์
  4. กำหนดจำนวนครั้งที่ควรแบ่งบริโภค ถ้าบรรจุภัณฑ์นั้นใหญ่กว่าหนึ่งหน่วยบริโภค

เพราะใช้ข้อมูลตั้งต้นชุดเดียวกัน การคำนวณครั้งเดียวจึงออกได้ทั้งสองฉลาก — ไม่ต้องส่งตรวจหรือคำนวณซ้ำสองรอบ และเป็นเหตุผลที่ควรทำทั้งสองอย่างไปพร้อมกันตั้งแต่ต้น อ่านเรื่องค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องได้ที่บทความราคาฉลากโภชนาการ

4 จุดที่ผู้ประกอบการทำผิดบ่อย

  1. ยกตัวเลขจาก Nutrition Facts มาใส่ GDA ตรง ๆ — ผิดทันทีเมื่อซองมีมากกว่าหนึ่งหน่วยบริโภค เพราะฐานการคำนวณต่างกัน ตัวเลข GDA ต้องเป็นค่าของทั้งซอง
  2. ลืมระบุจำนวนครั้งที่ควรแบ่งบริโภค — เป็นข้อความที่ต้องมีเมื่อบรรจุภัณฑ์ใหญ่กว่าหนึ่งหน่วยบริโภค และเป็นจุดที่ถูกทักบ่อยที่สุดตอนตรวจอาร์ตเวิร์ก
  3. วาง GDA ในตำแหน่งหรือขนาดที่ไม่เข้าเกณฑ์ — GDA มีข้อกำหนดเรื่องการแสดงด้านหน้าและความชัดเจน การย่อให้พอดีช่องว่างที่เหลือจากงานออกแบบมักทำให้ต้องแก้อาร์ตเวิร์กใหม่
  4. เปลี่ยนขนาดบรรจุแล้วไม่แก้ฉลาก — ออกซองใหญ่หรือซองแบ่งขายเพิ่ม แต่ใช้ GDA เดิม ค่าต่อบรรจุภัณฑ์เปลี่ยนตามน้ำหนักสุทธิทุกครั้ง ทุกขนาดบรรจุต้องมีตัวเลข GDA ของตัวเอง

แล้วต้องทำทั้งสองอย่างไหม

ขึ้นอยู่กับประเภทผลิตภัณฑ์และสิ่งที่คุณจะสื่อสารบนซอง กรณีที่พบบ่อยที่สุดคือ


สรุป

ไม่แน่ใจว่าสินค้าของคุณต้องมี GDA หรือไม่?

ส่งประเภทสินค้าและน้ำหนักสุทธิมาให้ตรวจก่อนพิมพ์บรรจุภัณฑ์ ปรึกษาเบื้องต้นไม่มีค่าใช้จ่าย

กรอกแบบฟอร์มสั่งบริการ ถามผ่าน LINE

บทความนี้สรุปหลักการเพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ข้อกำหนดที่บังคับใช้กับผลิตภัณฑ์แต่ละรายการเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่มีผลบังคับ ณ ปัจจุบัน

💬 สอบถามผ่าน LINE ได้เลยครับ!